ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง

กองสุขศึกษา

สำนักงานทันตสาธารณสุข

กองควบคุมโรคกระทรวงสาธารณสุข

อย.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ

กระทรวงสาธารณสุข

รัฐบาลไทย

สถิติ

ผู้ชมวันนี้ :

ผู้ชมเมื่อวานนี้ :

ผู้ชมเดือนที่แล้ว :

ผู้ชมทั้งหมด :


มะเร็งต่อมน้ำเหลือง


 มะเร็งต่อมน้ำเหลืองคืออะไร
 เป็นโรคที่เกิดจากการเจริญเติบโตและการเพิ่มจำนวนที่ผิดปกติของเซลล์ในต่อมน้ำเหลืองเมื่อเริ่มมีการกระจายของโรคจะตรวจพบความผิดปกติที่ ตับ  ม้าม  และไขกระดูก
สาเหตุ
1) การติดเชื้อไวรัสบางตัว
2) ความผิดปกติของภูมิคุ้มกันในการต่อต้านมะเร็ง
การจำแนกโรคแบ่งเป็น  2  ชนิดใหญ่ ๆ  คือ
1) ชนิด  ฮอดจ์กิน  (Hodgkin’S disease)
2) ชนิด นอน – ฮอดจ์จิน (Non – Hodgkin’S lymphoma
ตามลักษณะทางพยาธิวิทยาของต่อมน้ำเหลือง
อาการทางคลินิก
1) ต่อมน้ำเหลืองโต  ส่วนใหญ่มักพบโตที่บริเวณคอด้านหลัง และระยะต่อมาจะลุกลามไปที่อื่น ๆ เช่น  ที่รักแร้  และขาหนีบ  เป็นอาการแสดงที่พบมากที่สุด
2) ม้ามโต  มักพบในระยะลุกลามตั้งแต่  stage  3  ขึ้นไป
3) ตับโต  เมื่อให้การรักษาแล้วถ้าได้ผลต่อการรักษาตับจะเล็กลงทุกราย
4) ไข้  มักพบในอาการที่แรกเริ่ม  เป็นไข้เรื้อรัง  ซึ่งเกิดจากตัวโรคเอง หรือจากการติดเชื้อ
5) อาการทางระบบทางเดินอาหาร  เช่น  ปวดท้อง  ท้องเสียเรื้อรัง  ลำไส้ทะลุ
6) มีน้ำในช่องอก และช่องท้อง
7) หน้าบวม ,คอบวมจากก้อนกดเส้นเลือดดำใหญ่
8) อาการทางผิวหนัง เป็นผื่น  ก้อนที่ผิวหนัง
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
1) การตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
2) การตรวจอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์  ช่องอก  ช่องท้อง  เพื่อดูการกระจายของโรค
3) การตรวจไขกระดูกเพื่อดูระยะของโรค
4) การตรวจเลือดและค่าเคมีในเลือด  การทำงานของตับไต
การดำเนินและพยากรณ์โรค
 ขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง,ระยะของโรค,การกระจายของโรค และอายุของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษา
• ชนิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ระยะเวลาเฉลี่ยของการมีชีวิตอยู่เท่ากับ  10 ปี
• ชนิดแบบรุนแรง  แบ่งเป็น
1) รอยโรคเฉพาะที่ (ระยะที่ 1,2)  อัตราการมีชีวิตโดยรวมที่  10  ปี  ประมาณ  50 – 80 %
2) โรคแพร่กระจาย (ระยะที่ 3 ,5) สามารถหายขาดได้เฉลี่ยประมาณ 30 – 50 % อัตราการมีชีวิตโดยรวมที่  5  ปี ประมาณ  40 – 50 %  ถ้าไม่รักษาโรคจะแพร่กระจายอย่างรวดเร็วและเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่เดือน
การรักษา
1) การให้ยาเคมีบำบัดที่มีคุณภาพและมาตรฐาน
2) การฉายรังสี
3) การปลูกถ่ายไขกระดูก
4) การรักษาประคับประคองที่เหมาะสมถูกต้องเช่น  การให้เลือด,เกร็ดเลือด  ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม  เมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากยาเคมีบำบัด